โรคภูมิแพ้


พญ.ดร.วรลักษณ์ สัปจาตุระ

__________________________________________________________________________________

โรคภูมิแพ้ จัดเป็นโรคที่พบบ่อยโรคหนึ่งในประเทศไทย จากการศึกษาอัตราความชุกของโรคในประเทศไทย มีอัตราความชุกอยู่ประมาณ 30 % โดยพบโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีอัตราชุกสูงสุดในกลุ่มโรคภูมิแพ้ นั่นหมายความว่า ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ มีปัญหาเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้อยู่

โรคภูมิแพ้คืออะไร

โรคภูมิแพ้ คือ โรคที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งในคนปกติไม่มีปฏิกิริยานี้เกิดขึ้น ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ มีปฏิกิริยาภูมิไวเกินต่อ ฝุ่น ตัวไรฝุ่น เชื้อราในอากาศ อาหาร ขนสัตว์ เกสรดอกไม้ เป็นต้น สารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินนี้เรียกว่า “ สารก่อภูมิแพ้” โรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งได้ตามอวัยวะที่เกิดโรคได้แก่

โรคภูมิแพ้ เป็นโรคที่มีการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ คือ ถ่ายทอดจากพ่อและแม่ มาสู่ลูก เหมือนภาวะอื่น ๆ เช่น หัวล้าน ความสูง สีของตา เป็นต้น โดยทั่วไป ถ้าพ่อหรือแม่ คนใดคนหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 25 % แต่ถ้าทั้งคุณพ่อและคุณแม่เป็นโรคภูมิแพ้ทั้งคู่ ลูกที่เกิดออกมามีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึง 66% โดยเฉพาะโรคโพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ จะมีอัตราการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์สูงที่สุด

สารก่อภูมิแพ้คืออะไร

สารก่อภูมิแพ้ คือ สารที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการของโรคภูมิแพ้ซึ่งอาจเป็นสารที่ร่างกายได้รับโดยการฉีด กิน หายใจหรือสัมผัสก็ได้ มีทั้งสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน (เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ขนและรังแคของสัตว์เลี้ยง เชื้อรา ควันบุหรี่) และสารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน (เช่น เกสรหญ้า เกสรดอกไม้ ควันและฝุ่นต่าง ๆ)

โรคที่จัดว่าอยู่ในกลุ่มโรคภูมิแพ้ ได้แก่

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คันในจมูก จามติดกัน หลาย ๆ ครั้ง น้ำมูกใส ๆ ไหลมาก คัดแน่นจมูก อาการอื่น ๆ เช่น หูอื้อ ปวดมึนศีรษะ น้ำมูกไหลลงคอ เสมหะติดในคอ

โรคหืด ผู้ป่วยจะมีอาการไอ หอบ แน่นหน้าอก หายใจเสียงวี้ด อาจเป็นตอนออกกำลังกาย ตอนกลางคืน หรือตอนเป็นหวัดก็ได้

ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นผื่นคัน แห้งแดง และเรื้อรัง พบบ่อยบริเวณหน้า ข้อพับแขนขา

ลมพิษ ผื่นนูน บวม คัน ตามผิวหนังส่วนต่าง ๆ บางรายอาจมีอาการบวมบริเวณหน้าตาหรือปากด้วย

ผื่นแพ้ผิวหนังจากการสัมผัส เป็นผื่นคันจากการสัมผัสสารแพ้ต่าง ๆ เช่น ผงซักฟอก ยาย้อมผม เครื่องสำอาง ถุงมือ โลหะ เป็นต้น

แพ้อาหาร มีอาการได้หลายระบบ ทั้งระบบผิวหนัง (ผื่นลมพิษ) ระบบหายใจ (คัดจมูก น้ำมูกไหล หอบ) ระบบทางเดินอาหาร (อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย) อาหารที่เป็นสาเหตุได้บ่อย คือ นมวัว ไข่ อาหารทะเล ถั่วลิสง

เยื่อบุตาอักเสบจากการแพ้ มีอาการแสบตา คันแดง ตาแดง น้ำตาไหล ขยี้ตาบ่อย เปลือกตาบวม

ปฏิกิริยาการแพ้แบบรุนแรง เกิดอาการหลังได้รับสารแพ้ภายในเวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง ทำให้มีอาการแน่นหน้าอกความดันโลหิตต่ำ และอาจเสียชีวิตได้ สาเหตุเป็นได้ทั้งจากแพ้อาหาร แพ้ยา แพ้แมลงต่าง ๆ เป็นต้น

 

เมื่อไร...ควรจะไปพบแพทย์

ควรปรึกษา และพบแพทย์ เมื่อมีอาการต่อไปนี้

มีปัจจัยอื่นอีกหรือไม่ที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

ถ้าคุณได้รับการถ่ายทอดโรคภูมิแพ้ทางกรรมพันธุ์จากพ่อแม่ของคุณ แต่ไม่เคยสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ คุณก็จะไม่มีอาการของโรคภูมิแพ้ คุณจะต้องได้รับสารก่อภูมิแพ้ ที่สามารกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาภูมิไวเกินในร่างกายของคุณ การได้รับสารก่อภูมิแพ้ จะต้องได้รับปริมาณมากพอ และนานพอ ที่จะกระตุ้นให้ร่างกายคุณเกิดปฏิกิริยาดังกล่าว จึงทำให้เกิดอาการของโรคภูมิแพ้ขึ้น อาการของคุณจะเป็นมากขึ้น เมื่อภูมิต้านทานลดต่ำลง เช่นในขณะที่คุณเข้าสู่วัยรุ่น การติดเชื้อในบริเวณต่าง ๆ การตั้งครรภ์ เป็นต้น

โรคภูมิแพ้หายขาดได้หรือไม่

เป็นคำถามของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ทุกคน ต้องการคำตอบมากที่สุด

โรคภูมิแพ้ อาจหายไปได้เอง โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ส่วนใหญ่มักไม่หายขาด โดยอาการของโรคภูมิแพ้อาจสงบลงไปช่วงหนึ่ง แต่มักจะกลับมาเป็นใหม่

แนวทางการรักษาโรคภูมิแพ้

ปฏิบัติตนอย่างไร.....เมื่อเป็นโรคภูมิแพ้

ใช้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง เพราะบางชนิดถ้าใช้ต่อเนื่องนานอาจมีอันตรายได้

 

 

 

 

โรคพิษสุนัขบ้า

 

รศ.นพ.นพพร สิทธิสมบัติ

__________________________________________________________________________________

รวบรวมจากข้อมูลของสำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (http: โรคพิษสุนัขบ้า, rabies, zoonosis diseases-CDC.mht) และของคณะ สัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (http: สาระความรู้เรื่องอื่นๆเกี่ยวกับสุนัข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.mht)

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อจากสัตว์มาสู่คนที่มีความรุนแรงมาก ผู้ป่วยต้องเสียชีวิตทุกราย อาการแสดงของโรคมักเป็นแบบสมองและเยื่อสมองอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีไข้ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว คันหรือปวดบริเวณรอยแผลที่ถูกสัตว์กัด   ต่อมาจะหงุดหงิด ตื่นเต้น ไวต่อสิ่งเร้า (แสง เสียง ลมฯ) ม่านตาขยาย น้ำลายไหลมาก กล้ามเนื้อคอกระตุกเกร็งขณะที่ผู้ป่วยพยายามกลืนอาหารหรือน้ำ ทำให้เกิดอาการ " กลัวน้ำ" เพ้อคลั่ง สลับกับอาการสงบ  ชัก  ผู้ป่วยบางรายอาจแสดงอาการแบบอัมพาต โดยมีอาการแขนขาอ่อนแรง กรณีไม่ได้รับการรักษาประคับประคอง มักป่วยอยู่ประมาณ 2 - 6  วัน  และเสียชีวิตเนื่องจากอัมพาตของกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจ

 

เชื้อสาเหตุ      

เกิดจากไวรัสเรบี่ส์ (Rabies virus)  เชื้อนี้ตายง่าย ถ้าถูกแสงแดด หรือแสงอุลต้าไวโอเลตจะตายใน 1 ชั่วโมง ถ้าต้มเดือดจะตายภายใน 5 - 10 นาที ถ้าถูกน้ำยา ฆ่าเชื้อ เช่น ไลโซล ฟอร์มาลีน แอลกอฮอล์ ทิงเจอร์ไอโอดีน และโพวีโดนไอโอดีน และสบู่หรือผงซักฟอก เชื้อจะตายภายในเวลารวดเร็ว

 

การระบาดของโรค

ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา คาดว่ามีผู้เสียชีวิตปีละกว่า   30,000 คน ในประเทศไทยผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มลดลงตามลำดับจาก 370 คนในปี พ.ศ. 2523 เป็น 30 คน ในปี พ.ศ. 2545 พบมากในภาคกลาง

โรคพิษสุนัขบ้าในทวีปเอเชียมักมีสุนัขเป็นสัตว์นำโรคที่สำคัญ ปัจจุบันในทวีปยุโรปยังมีปัญหาในสัตว์ป่า เช่น สุนัขจิ้งจอก ซึ่งหลังจากมีการใช้วัคซีนชนิดกินทำให้อุบัติการของโรคลดลงไปมาก โดยเฉพาะสวิตเซอร์แลนด์สามารถกำจัดโรคไปได้ใน ปี ค.ศ. 1986 แต่ยังมีรายงานโรคนี้ในค้างคาวในเดนมาร์ค เนเธอร์แลนด์ และเยอรมันตะวันตก ส่วนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ยังมีปัญหาโรคนี้ในสัตว์ป่า เช่น สกั้งค์ แรคคูน และค้างคาว

 

สัตว์ที่สามารถเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้

สัตว์เลือดอุ่นทุกชนิดโดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัว ควาย ม้า หมู ลิง ชะนี กระรอก กระแต เสือ ค้างคาว คน ฯลฯ แต่ในประเทศไทย สัตว์ที่พบว่าเป็น โรคพิษสุนัขบ้ามากที่สุด คือ สุนัข ( 96%) รองลงมา คือ แมว (3%) โดยในสัตว์มักติดโรคโดยถูกสุนัขกัด เช่น วัวที่เลี้ยงปล่อยฝูง หรือสุกรที่เลี้ยงใต้ถุนเรือน คอก หรือเล้าที่ไม่มิดชิด

ในเม็กซิโก อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ มีค้างคาวดูดเลือด ค้างคาวกินผลไม้ และค้างคาวกินแมลง เป็นสัตว์นำโรค ในประเทศกำลังพัฒนา สุนัขเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญ กระต่าย หนูแร็ท และหนูไมซ์ อาจติดเชื้อได้ แต่พบไม่บ่อยนัก

วิธีการติดต่อของโรค

เชื้อไวรัสออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ติดเชื้อ และเข้าสู่ร่างกายคนทางบาดแผลที่สัตว์กัดหรือข่วน บางครั้งพบว่าเชื้อสามารถเข้าทางบาดแผลที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ตามผิวหนัง หรือเข้าเยื่อบุของตา   ปาก  จมูก  ที่ไม่มีแผลหรือรอยฉีกขาด 

การติดต่อจากคนถึงคน สามารถเกิดได้ตามทฤษฎี เนื่องจากมีการพบเชื้อในน้ำลายของผู้ป่วย แต่ไม่เคยมีรายงานยืนยันที่แน่ชัด นอกจากการติดต่อโดยการปลูกถ่ายกระจกตาจากผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า แต่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคของระบบประสาทส่วนกลาง

การติดต่อโดยการหายใจพบน้อยมาก มีรายงานการติดต่อในถ้ำค้างคาว และในอดีตมีรายงานในห้องปฏิบัติการในต่างประเทศ เนื่องจากมีความเข้มข้นของเชื้อไวรัสในบรรยากาศสูงมาก และขณะนั้นไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอ การติดต่อโดยค้างคาวดูดเลือด ส่วนใหญ่พบในลาตินอเมริกา

 

สำหรับในสหรัฐอเมริกา มีรายงานติดโรคมาสู่คนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยค้างคาวกินแมลงแต่พบได้น้อย

ระยะฟักตัวของโรค

ระยะฟักตัว คือระยะเวลาที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนเกิดอาการ ประมาณ 2-8 สัปดาห์ อาจสั้นเพียง 5 วัน หรือยาวนานเกินกว่า 1 ปี 

ระยะฟักตัวจะสั้นหรือยาวขึ้นกับปัจจัยบางประการ ได้แก่ ความรุนแรงของบาดแผล ปริมาณของปลายประสาทที่ตำแหน่งของแผล และระยะทางแผลไปยังสมอง เช่น แผลที่หน้า  ศีรษะ  คอ  และมือ  จะมีระยะฟักตัวสั้น

จำนวนและความรุนแรงของเชื้อก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เครื่องนุ่งห่ม เช่น เสื้อผ้า หรือการล้างแผลจะมีส่วนช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้มาก

ถ้าถูกกัดบริเวณใบหน้าหรือใกล้สมองและบาดแผลฉกรรจ์ ระยะฟักตัวจะเร็ว ถ้าถูกกัดบริเวณขา ระยะฟักตัวจะนานกว่า เพราะเชื้อจะเดินทางมาถึงสมองโดยเฉลี่ยประมาณ 2 - 6 อาทิตย์

 

ระยะติดต่อของโรค

สุนัขและแมวอาจแพร่เชื้อได้   3 - 10 วัน ก่อนเริ่มแสดงอาการป่วย (พบน้อยมากที่จะเร็วกว่า 30 วัน) และตลอดเวลาที่สัตว์ป่วย ในสัตว์ป่า เช่น ค้างคาว และสกั้งค์ มีรายงานการปล่อยเชื้อในน้ำลายได้เร็วถึง 8 - 18 วัน ก่อนแสดงอาการ

 

อาการโรคพิษสุนัขบ้าในคน

โรคพิษสุนัขบ้าในคน สามารถจำแนกอาการได้เป็น 2 ลักษณะ คือ

1. อาการแบบคลุ้มคลั่ง ระยะการดำเนินโรคเร็ว โดยเฉลี่ยเสียชีวิตใน 5 วัน มีอาการ 3 ประการ คือ

1.1 ผู้ป่วยมีอาการสลับเปลี่ยนระหว่างสภาวะการรู้ตัวที่ปกติ และลักษณะตื่นเต้นกระวนกระวายต่อสิ่งเร้าไม่ว่าจะเป็นเสียง  แสง เป็นต้น ซึ่งจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนผู้ป่วยอาจจะอาละวาด และผุดลุกผุดนั่ง ระหว่างที่ผู้ป่วยกลับอยู่ในสภาวะปกติจะสามารถพูดคุย โต้ตอบเรื่องทุกอย่าง แต่บางครั้งจะจำไม่ได้หรือไม่เข้าใจตนเองขณะที่แสดงอาการผิดปกติ สภาพเช่นนี้จะดำเนินไปประมาณ 2 - 3 วัน แล้วผู้ป่วยจะเริ่มซึม และไม่รู้สึกตัว ในระยะ 24 ชั่วโมงสุดท้ายเริ่มมีความดันโลหิตต่ำ ช็อก และอาจมีอาเจียนเป็นเลือด

1.2 อาการกลัวน้ำ กลัวลม ลักษณะทั้ง 2 ประการ อาจไม่พบร่วมกัน และไม่จำเป็นที่จะต้องมีภาวะการเกร็งตีบของกล่องเสียง อาการกลัวน้ำ ลม จะเห็นได้ชัดขณะที่ผู้ป่วยรู้สึกตัวเท่านั้น เมื่อผู้ป่วยเริ่มซึมอาการเหล่านี้จะหายไป แต่ผู้ป่วยจะมีอาการถอนหายใจเป็นพัก ๆซึ่งเกิดขึ้นเอง และเป็นอาการสำคัญซึ่งช่วยในการวินิจฉัย

1.3 อาการขนลุกเป็นบางส่วนหรือทั้งตัว รูม่านตามีสภาพไม่ตอบสนองต่อแสง และอาจขยายเต็มที่ หรือห่อตัวเต็มที่เป็นระยะสั้น ๆ และที่สำคัญก็คือ น้ำลายมากผิดปกติ จะต้องบ้วนหรือถ่มเป็นระยะ นอกจากนั้น อาการคันเฉพาะที่ตรงถูกสัตว์กัดในรูปของคัน ปวดแสบปวดร้อน ปวดลึก ๆ ซึ่งแพร่กระจายไปทั่วแขน ขา หรือหน้าซีกที่ถูกกัด

2. อาการอัมพาต หรืออาการอ่อนแรงของแขนขา เป็นอาการสำคัญ ระยะ การดำเนินโรคช้า โดยเฉลี่ยเสียชีวิตใน 13 วัน ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษา โรคนี้ให้หายขาดได้ การรักษาจึงทำได้เพียงการดูแล ประคับประคอง และรักษาตามอาการ

 

การป้องกันและควบคุมโรค

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่ต้องรายงานโดยเร่งด่วน เพื่อผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการสอบสวนโรคพร้อมทั้งประสานงานกับหน่วยงานควบคุมโรคในสัตว์และท้องถิ่น เพื่อกำจัดแหล่งรังโรคควบคู่ไปกับการค้นหาคนหรือสัตว์ที่อาจได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อรับการป้องกันโรคที่ถูกต้อง และเพื่อให้ผู้สงสัยว่าได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้รับการป้องกันหรือกำจัดสัตว์ที่สงสัยว่าได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ในกรณีที่มีผู้ถูกสุนัขที่เป็นหรือสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด/ข่วน ควรจะดำเนินการดังต่อไปนี้

แจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทราบ เพื่อติดตามผู้สัมผัสโรครายอื่น ๆ รวมทั้งประสานกับปศุสัตว์ในพื้นที่ควบคุมโรคในสัตว์

แนะนำให้นำหัวสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าส่งชันสูตรยืนยันทางห้องปฏิบัติการ เพราะถ้าหากตรวจพบเชื้อ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์จะได้ดำเนินการควบคุมโรคสัตว์ที่อยู่บริเวณนั้นโดยรอบ กำจัดสุนัขที่อาจเป็นแหล่งรังโรคเป็นการหยุดยั้งไม่ให้เชื้อโรคแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อื่น  

กระบวนการที่สำคัญที่สุดของการป้องกันควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า   คือ การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในสุนัข ซึ่งเป็นสัตว์นำโรคหลักให้มีภูมิคุ้มกันหมู่ รวมทั้งการควบคุมประชากรสุนัขและลดความเสี่ยงจากการถูกสุนัขกัด ต้องพยายามฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 80 ของจำนวนสุนัขทั้งหมดในพื้นที่ในเวลาใกล้เคียงกัน

การที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วย และที่สำคัญคือ หน่วยงานสาธารณสุข ปศุสัตว์ และองค์กรปกครองท้องถิ่น ผู้เลี้ยงสุนัขและประชาชน

 

การป้องกันหลังถูกสัตว์กัด หรือข่วน

ผู้ถูกสุนัขกัด หรือข่วน ต้องล้างบาดแผลด้วยสบู่ และน้ำสะอาดให้ลึกถึงก้นแผล และใส่ยารักษาแผลสดเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสที่แผลโดยเร็ว แล้วไปพบแพทย์ พร้อมทั้งติดตามดูอาการสัตว์ที่กัด ซึ่งถ้าสัตว์ที่กัดเป็นสุนัข หรือแมว การพิจารณาว่าสุนัขหรือแมวนั้นไม่น่าจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะต้องมีองค์ประกอบสนับสนุนอย่างน้อย  5  ประการ คือ

ถ้าขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งก็นับว่ามีความเสี่ยงอยู่มาก ถ้าเป็นสัตว์ป่า หรือไม่มีผู้รับผิดชอบกักขัง หรือติดตามดูอาการไม่ได้ ให้ปฏิบัติเสมือนว่าสัตว์นั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ผู้ถูกกัดต้องได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า หรือฉีดวัคซีนฯ ร่วมกับอิมมูโนโกลบุลิน (กรณีที่บาดแผลลึก หรือแผลใหญ่ หรือหลายแผล หรือบาดแผลอยู่ในตำแหน่งที่สำคัญ เช่น ในหน้า ลำคอ) โดยเร็ว ซึ่งผู้ถูกกัดต้องมาฉีดให้ตรงตามกำหนดนัดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 3 เข็มแรก ถ้าเป็นการฉีดเข้ากล้ามเนื้อตามแบบมาตรฐานจะต้องฉีด 5 เข็ม ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 30 ของการถูกกัด หมายเหตุ วันที่ 0 หมายถึงวันที่ถูกสัตว์กัด

 

เมื่อมีผู้ถูกสัตว์ที่เป็นหรือสงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด ข่วน ประชาชนในพื้นที่ควรช่วยกันดำเนินการดังนี้

 

เมื่อถูกสัตว์ที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดควรทำอย่างไร

1. รีบล้างแผลด้วยน้ำกับสบู่หลายๆ ครั้ง เพื่อล้างเชื้อออกจากบาดแผล ถ้ามีเลือดออกควรปล่อยให้เลือดไหลออก อย่าบีบหรือเค้นแผล เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายไปส่วนอื่น

2. เช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ควรใช้สารละลายโพวีโดนไอโอดีน เช่น เบตาดีน ถ้าไม่มีอาจใช้แอลกอฮอล์ 70 % หรือทิงเจอร์ไอโอดีน

3. ไม่ควรเย็บแผล ถ้าจำเป็นควรรอไว้ 3 - 4 วัน ถ้าเลือดออกมากหรือแผลใหญ่อาจเย็บหลวม ๆ และใส่ท่อระบายไว้

4. กักสัตว์ไว้ดูอาการอย่างน้อย 10 วัน โดยให้น้ำและอาหารตามปกติ อย่าฆ่าสัตว์ให้ตายทันที เว้นแต่สัตว์ดุร้าย กัดคนและสัตว์อื่น หรือไม่สามารถกักสัตว์ได้ ถ้าสัตว์หนีหายไป ให้ถือว่าสัตว์นั้นเป็นโรคพิษสุนัขบ้า

5. รีบไปพบแพทย์ทันที หลังจากถูกสัตว์กัด เพื่อขอคำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีน อย่ารอจนกระทั่งสัตว์ที่กัดตาย อาจพิจารณาให้การป้องกันบาดทะยัก และยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้ออื่น ๆ ด้วย

6. พบสัตวแพทย์ กรมปศุสัตว์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในชุมชน เพื่อแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับตัวสัตว์ เช่น ชนิดสัตว์ สี เพศ พันธุ์ อายุ สถานที่ถูกกัด เพื่อวางมาตรการป้องกันและควบคุมโรคต่อไป

7. เมื่อสัตว์ตาย ตัดหัวส่งตรวจโรคพิษสุนัขบ้า

8. ต้องซักประวัติโดยละเอียดและส่งไปพร้อมซากสัตว์ เพื่อเป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดูแลผู้สัมผัสโรค

 

การส่งสัตว์ตรวจชันสูตร

ถ้าเป็นสัตว์เล็กอย่างกระรอก   กระต่าย  แมว  ส่งชันสูตรได้ทั้งตัว แต่ถ้าเป็นสัตว์ใหญ่อย่าง สุนัข สุกร  วัว ต้องตัดเฉพาะส่วนหัวไปชันสูตร

ผู้ตัดหัวสัตว์จะต้องไม่มีบาดแผลที่มือ   และต้องสวมถุงมือยางหรือถุงมือพลาสติกที่กันน้ำได้ขณะทำการตัด

นำถุงพลาสติกครอบปากสัตว์ก่อนลงมือตัด เป็นการป้องกันน้ำลายสัตว์กระเด็น จากนั้นใช้มีดคม ๆ ตัดตรงรอยต่อระหว่างศีรษะกับคอ รวบถุงพลาสติกที่ครอบปากสัตว์ไว้ และนำใส่ลงในถุงพลาสติกหนา รวบปากถุงให้แน่น ( ห้ามแช่หัวสัตว์ในฟอร์มาลิน จะทำให้เนื้อสมองแข็ง แยกเชื้อไม่ได้ ผลการตรวจไม่ดี) นำถุงนี้ใส่ลงในถังพลาสติก โฟม หรือโลหะอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีน้ำแข็งรองอยู่ก้นถัง แล้วเทน้ำแข็งกดทับอีกครั้ง เพื่อรักษาตัวอย่างไม่ให้เน่า ( ห้ามใส่เกลือ หรือแช่แข็ง เพราะจะทำให้ใช้เวลาในการตรวจนานขึ้นและผลตรวจอาจไม่ดีเท่าที่ควร) นำส่งห้องชันสูตรโรคโดยเร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง

กรอกข้อมูลในแบบส่งตัวอย่างตรวจอย่างละเอียด เกี่ยวกับชนิดสัตว์ สี อายุ การฉีดวัคซีน การกัดคนหรือสัตว์อื่น รวมทั้งชื่อ ที่อยู่ของผู้ต้องการผลชันสูตร หรือเจ้าของติดไว้ด้วย ป้องกันการสลับตัวอย่าง และเจ้าหน้าที่สามารถติดต่อได้รวดเร็ว

ส่วนซาก ถุงมือยาง หรือถุงพลาสติก ควรเผา หรือฝังให้ลึกอย่างน้อย 50 ซม. เพื่อป้องกันสัตว์อื่นคุ้ยเขี่ย มีดหรืออุปกรณ์อื่นให้ทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ แล้วผึ่งแดดให้แห้งหรือต้มในน้ำเดือดนาน 10 นาที

 

สถานที่ตรวจชันสูตรโรคพิษสุนัขบ้าในภาคเหนือ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคเหนือ ( ตอนบน) อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง 52190 โทร. 054-221476, 054-226978

สำนักสุขศาสตร์สัตว์และสุขอนามัยที่ 5 อ.เมือง จ.เชียงใหม่  50000

โทร. 053-892458

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  50200

โทร. 053-945335

 

ความเชื่อเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า

ในปัจจุบัน แม้ว่าคนจะตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้าน้อยลง เนื่องจากคนมีความรู้มากขึ้น วัคซีนมีคุณภาพดีขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น ราคาถูกและหาได้ง่ายขึ้น รวมทั้งวัคซีนสัตว์ด้วย ประการสำคัญ รัฐได้ให้ความสนใจต่อการป้องกันและกำจัดโรคนี้อย่างจริงจัง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนจำนวนไม่น้อยต้องตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เพราะความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า โดยเฉพาะเกี่ยวกับการรักษาโรคพิษสุนัขบ้า

 

ความเชื่อ

ความจริง

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นในหน้าร้อน

เท่านั้น

โรคพิษสุนัขบ้าเกิดได้ทั้งปี เนื่องจากเกิดจากเชื้อไวรัส ติดต่อโดยได้รับเชื้อจากน้ำลายสัตว์ป่วย ไม่ใช่เกิดเพราะความเครียดเนื่องจากความร้อน

เมื่อถูกสุนัขกัดต้องใช้รองเท้าตบ

แผลหรือใช้เกลือ ขี้ผึ้งบาล์ม หรือ

ยาฉุนยัดลงในแผล

การใช้รองเท้าตบแผล จะทำให้แผลช้ำ เชื้อกระจายไปรอบบริเวณแผลได้ง่ายและอาจมีเชื้อโรคอื่นทำให้เกิดการอักเสบของบาดแผล หรือเกิดบาดทะยักได้ เกลือหรือยาฉุน อาจมีสิ่งสกปรกปะปนอยู่ ไม่ควรใส่ลงในแผล ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดกับสบู่หลาย ๆ ครั้ง เพื่อช่วยล้างเชื้อออก แล้วใส่ยาใส่แผล เช่น ทิงเจอร์ไอโอดีนหรือแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าได้

การรดน้ำมนต์ช่วยรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้ เมื่อถูกสุนัขกัด การฆ่าสุนัข

นั้นให้ตายแล้วนำตับสุนัขมารับประทาน คนจะไม่เป็นโรคพิษ

สุนัขบ้า

การรักษาผู้สัมผัสโรคพิษสุนัขบ้า ที่ได้ผลดีที่สุด คือ ได้รับการฉีดวัคซีนทันทีเมื่อสัมผัสโรค เพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรค แต่ถ้าไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ปล่อยให้เชื้อเข้าสู่สมองจนถึงขั้นแสดงอาการของโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว ไม่มียาใด ๆ รักษาได้ เนื่องจากเชื้อไปทำลายสมอง ทำให้ผู้ป่วยแสดงอาการคลุ้มคลั่งและตายในที่สุด เนื่องจากกล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นอัมพาต ดังนั้น การรดน้ำมนต์ไม่สามารถรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้

เมื่อถูกสุนัขบ้ากัด การตัดหู ตัดหางสุนัขนั้น จะช่วยให้สุนัขไม่เป็นโรค

พิษสุนัขบ้า

สุนัขหรือสัตว์อื่นที่ถูกสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด หากไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อน ควรทำลายทิ้ง แต่หากต้องการรักษาชีวิตสัตว์นั้นไว้ ควรฉีดวัคซีนทันที แล้วกักสัตว์ไว้ดูอาการ อย่างน้อย 6 เดือน หรือขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์

คนท้องไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรค

พิษสุนัขบ้า

วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าปัจจุบัน มีความปลอดภัยสูง ฉีดได้แม้ในคนท้อง

สุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะมีอาการ

ดุร้าย ตัวแข็ง หางตกเท่านั้น

อาการโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัข มีทั้งแบบซึมและแบบดุร้าย แบบซึมสุนัขจะหลบซุกตัวในมุมมืด ถ้าถูกรบกวนอาจจะกัด ต่อมาจะเป็นอัมพาต แล้วตาย บางตัวอาจแสดงอาการคล้ายกระดูกหรือก้างติดคอ ทำให้เจ้าของเข้าใจผิดพยายามล้วงปากสุนัข เพื่อหาเศษกระดูก จึงไม่ควรล้วงคอสุนัข หากจำเป็น ควรใส่ถุงมือทุกครั้ง

โรคพิษสุนัขบ้าเป็นในสุนัขเท่านั้น

โรคพิษสุนัขบ้า เป็นได้ในสัตว์เลือดอุ่น เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด แต่พบมากที่สุดในสุนัข

วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ฉีดรอบสะดือ

14 เข็ม หรือ 21 เข็ม ถ้าหยุดต้องเริ่มต้นใหม่

วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในปัจจุบัน มีคุณภาพดี ฉีดเข้ากล้ามเนื้อแขนหรือใต้ผิวหนัง เพียง 5 เข็ม และไม่ต้องฉีดทุกวัน

 

เรื่องน่ารู้

1. กว่า 90 % ของผู้ที่ตายด้วยโรคพิษสุนัขบ้า เกิดจากการไม่ไปพบแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนหลังจากถูกสัตว์กัด

2. การช่วยเหลือสุนัขจรจัดโดยการให้อาหาร แต่ไม่นำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก เป็นการเพิ่มจำนวนสุนัขจรจัด หรือสุนัขมีเจ้าของแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

3. ผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าส่วนใหญ่ เนื่องมาจากการถูกกัดโดยสุนัขจรจัด หรือสุนัขมีเจ้าของแต่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

4. ลูกสุนัข (ทุกอายุ) มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เช่นเดียวกับสุนัขโต

 

 

 

กิน ลาบดิบ ลู่เลือด แล้วหูหนวก ตาบอด

 

พญ.ดร.วรลักษณ์ สัปจาตุระ

__________________________________________________________________________________

 

ในช่วงระยะ 2 – 3 ปี ที่ผ่านมามีผู้ป่วยที่ท้องเสีย เวียนศีรษะ ไข้สูง หลังจากรับประทานลาบดิบ ลู่เลือดสด ไส้หมู หมูกระทะที่ไม่สุก มากขึ้นเรื่อย ๆ และมีข่าวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพร้อมกัน ครั้งละหลาย ๆ คน จากการทานอาหารลักษณะดังกล่าวร่วมกัน สาเหตุเนื่องจากอาหารที่ปรุงไม่สุกนั้นมีเชื้อแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ เชื้อนี้ค้นพบนานแล้ว แต่ในปัจจุบันมีการระบาดมากขึ้น

 

เชื้อก่อโรค

เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคคือ เชื้อแบคทีเรียสเตร็บโตคอคคัส ซูอีส (Streptococcus suis) มีทั้งหมดประมาณ 35 ชนิด ชนิดที่ก่อโรคในคนที่รุนแรงที่สุดได้แก่ ชนิดที่ 2 เชื้อนี้พบได้ในสัตว์หลายชนิด เช่น แมว สุนัข สัตว์เคี้ยวเอื้อง แต่ที่สำคัญที่สุดคือ หมู เชื้อจะอยู่บริเวณโพรงจมูก ต่อมทอนซิล ลำไส้ และอวัยวะสืบพันธุ์ของหมู โดยไม่ทำให้หมูแสดงอาการหรือก่อโรคใด ๆ แต่ในภาวะที่หมูอ่อนแอลง เช่น เป็นหวัด หรืออยู่ในภาวะเครียด เช่น เลี้ยงในที่แออัด หรือขณะเคลื่อนย้าย เชื้อเหล่านี้จะแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น และทำให้เกิดความผิดปกติของอวัยวะหลายแห่งจนทำให้หมูตายได้

 

การแพร่เชื้อ

ส่วนใหญ่คนจะติดเชื้อจากหมู โดยการบริโภคหรือสัมผัสเนื้อหมู เลือดหรือเครื่องในหมูที่ปรุงไม่สุก เชื้อจากอาหารปรุงไม่สุกเหล่านี้จะเข้าทางบาดแผลภายในปาก บาดแผลที่ผิวหนัง เมื่อเชื้อเข้าทางบาดแผลแล้วจะเข้ากระแสเลือด แล้วจะกระจายไปสู่อวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกายได้ ที่สำคัญเชื้อจะทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ทำให้มีไข้ ปวดศีรษะ เชื้อที่กระจายไปยังประสาทหู ทำให้ประสาทหูอักเสบ ตามมาด้วยหูหนวก และการทรงตัวเสียไป ผู้ป่วยจะเดินเซไม่ตรงทาง และเมื่อประสาทตาอักเสบร่วมด้วย จะทำให้ตาบอดได้ นอกจากนั้นอาการที่พบร่วมบ่อยได้แก่ ข้ออักเสบ จะปวดตามข้อต่าง ๆ ปวดหลังจากหมอนรองกระดูกสันหลังอักเสบ หรือปอดบวม เป็นต้น

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะแสดงอาการหลังได้รับเชื้อภายใน 1 – 3 ชั่วโมง ถึง 7 วันหลังสัมผัสโรค แล้วแต่ชนิดและจำนวนเชื้อที่ได้รับ ในมูลสัตว์เชื้อจะอยู่ได้นาน 1 สัปดาห์ ในซากสัตว์ 1 – 2 เดือน

 

อาการ และอาการแสดง

เริ่มจากมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว แขนขาอ่อนแรง ปวดศีรษะร้าวลงต้นคอ ถ้าเป็นมากจะซึม เดินเซ เคืองตาเมื่อเจอแสง การมองเห็นลดลง การได้ยินลดลง ท้องเสีย ปวดข้อทั่วไป เมื่อมีอาการของเลือดเป็นพิษ เยื่อบุหัวใจอักเสบ จะเสียชีวิตได้ อัตราการตายประมาณ 20 %

ถ้าผู้ป่วยรอดชีวิต จากการได้รับเชื้อน้อยหรือรับการรักษาได้ทัน ผู้ป่วยอาจเหลือความพิการแค่การได้ยินลดลง การมองเห็นลดลง อัตราหูเสื่อมถาวรพบได้ถึง 50 % ตาบอดข้างเดียวหรือสองข้าง 30%

 

การป้องกัน

เมื่อรับประทานเนื้อสัตว์ เลือด หรืออวัยวะสัตว์ทุกชนิด เช่น ลาบ น้ำตก ส้า ลู่ หมูกระทะ ต้องปรุงให้สุก เมื่อมีบาดแผลให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเนื้อสัตว์ดิบ บอกต่อ ๆ กันให้คนในบ้าน หรือชุมชนทราบถึงอันตรายของการกินอาหารไม่สุก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เชื้อราก่อโรคที่ผิวหนัง ผม และเล็บ

 

ผศ. มาลี เมฆาประทีป

__________________________________________________________________________________

ราในธรรมชาติกับสุขภาวะ

ราที่อยู่ในธรรมชาติแวดล้อมเป็นประโยชน์อย่างมากต่อโลกด้วยการช่วยย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ให้เน่าเปื่อย เราจึงพบราปนเปื้อนอยู่ทั่วไป ไม่ว่าบนกองใบไม้ ในกระถางไม้น้ำ บนโต๊ะเก้าอี้ในห้อง ในเครื่องปรับอากาศหรือตู้เย็น บนพืชผักและอาหารที่เรากิน แม้แต่ในอากาศที่เราหายใจด้วย ราพวกนี้เติบโตได้ดี ในที่ ที่ มีความชื้นพอเหมาะและที่ อุณหภูมิ 25-30 OC ซึ่งไม่ใช่อุณหภูมิปกติของร่างกายคน แล้วยังต้องการออกซิเจนในการเติบโตมากกว่าที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อของคน ที่สำคัญร่างกายของเรายังมีภูมิคุ้มกันไม่ให้เชื้อเข้าได้ง่ายๆ ด้วย จึงมีราเพียงไม่กี่ชนิดที่ติดเชื้อและทำให้เกิดโรคในคน ปกติทั่วไป ราส่วนใหญ่เป็นพวกที่คอยฉวยโอกาสติดเชื้อในคนที่ร่างกายอ่อนแอหรือมีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำลง ดังนั้น วิธีป้องกันตัวที่ดีที่สุด คือ ทำร่างกายของเราให้แข็งแรงอยู่เสมอ นอกจากราจะติดเชื้อเข้าสู่ร่างกายคนได้แล้ว ราบางชนิดยังอาจทำให้คนบางกลุ่มเกิดอาการภูมิแพ้ได้ อาหารที่ขึ้นราหากเรากินเข้าไปยังอาจทำให้เกิดอาการเป็นพิษจากสารพิษที่ราสร้างออกมาปนเปื้อนอยู่ในอาหารด้วย จึงควรระมัดระวังไม่กินอาหารที่สงสัยว่าขึ้นราหรือมีกลิ่นราหรือเก็บไว้นาน สารพิษจากรามีหลายชนิด ที่เรารู้จักกันดี ได้แก่ อะฟลาท็อกซิน มักพบปนเปื้อนในธัญพืช เช่น ถั่วลิสง ข้าวโพด ดังนั้นวัตถุดิบ ผลิตผลเกษตรและอาหารสัตว์ต้องระมัดระวังไม่ให้ฝักหรือเมล็ดมีการแตกหัก เสื่อมสภาพ มีแมลงหรือหนูเจาะกัดเสียหาย เก็บในที่แห้ง สะอาดและอากาศถ่ายเทดี

ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะราที่ติดเชื้อที่ผิวด้านนอกของร่างกายคน

 

ราก่อโรคที่ผิวหนัง ผม และเล็บ

ผิวหนังของเราเป็นด่านป้องกันอันตรายจากเชื้อ โรค และสารต่างๆ จากภายนอก ชั้นหนังกำพร้าเป็นด่านแรกที่ช่วยกันไม่ให้ราเข้าสู่ร่างกายเราได้มาก ขี้ไคลมีการหลุดลอกทุกวันช่วยพาเอาราหลุดออกไปด้วย แบคทีเรียและราที่อาศัยอยู่ประจำตามผิวหนังของเราจะแย่งอาหารและสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตกับเชื้อโรค ทำให้มันเ ติบโต ได้ยากขึ้น นอกจากนี้เหงื่อ ไขมันและโปรตีนหลายชนิดที่ผิวหนังยังมีฤทธิ์ฆ่า เชื้อ ด้วย หากราฝ่าด่านแรกไปได้จะเริ่มพยายามเกาะ กับเนื้อเยื่อของเรา ด้วยกลไกต่างๆ และต้องมีความสามารถหาอาหารได้ด้วย จึงจะเริ่มเพิ่มจำนวนมากๆ หรือเ ติบโต งอกทะลุทะลวงลึกลงไป ทำให้เนื้อเยื่อของเราเปลี่ยนแปลงไปหรือเกิดความเสียหายได้

มีตัวอย่าง รา บางชนิด ที่ ชอบ อยู่ในดิน ได้แก่ เชื้อกลาก แต่สามารถมาใช้สารอาหารบนผิวกายคน ได้ ราบางชนิด ที่ เดิมชอบอยู่กับคน และ สัตว์แบบเป็นมิตรหรือเกื้อกูลกัน ได้แก่ เชื้อเกลื้อน และราแคนดิด้า แต่มีปัจจัยบางอย่าง อาจ ส่งเสริมให้มันเ ติบโต มากเกินไป ราเหล่านี้ขณะงอกและเติบโตอาจทำให้เกิดรอยโรคตรงบริเวณนั้น

 

เชื้อกลาก หรือ ราเดอร์มาโตไฟต์

เชื้อกลาก มีลักษณะเป็นราเส้นสายยาว สร้างสปอร์ใหญ่และเล็กปลิวตามลมไปตกและงอกใหม่อยู่ในดินพบได้ทั่วไป หากคนและสัตว์ได้รับเชื้อจากดินหรือจากคนและสัตว์ที่เป็นโรคกลาก เชื้อสามารถใช้ผิวหนัง ผม ขนและเล็บเป็นอาหารได้ จึงทำให้มันงอกเป็นสายรายาวๆ แทรกอยู่ในผิวชั้นนอก เกิดเป็นรอยโรคที่เรียกว่า “ กลาก”

กลากที่ผิวหนังลำตัว แขน ขา ขาหนีบ หรือรอยพับ พบได้บ่อยกว่ากลากที่อื่นๆ รอยโรคเห็นเป็นวงมีขอบนูนแดง จากวงเล็กๆ ขยายใหญ่ขึ้น หรือรวมกันจนเป็นวงใหญ่ อาจมีการอักเสบ มีตุ่มน้ำ สะเก็ด และคันมาก หรืออาจพบรอยโรคแบบเรื้อรัง คันไม่มากก็ได้ กลากที่ง่ามเท้า-ฝ่าเท้า เกิดจากความหมักหมม อับชื้น พบมีตุ่มน้ำใส ต่อมาแตกกลายเป็นขุยยุ่ยๆ คันและแสบ ตามซอกนิ้วอาจหนามีสีขาว มีกลิ่นเหม็นอับ อาจลามไปที่เล็บก็ได้ กลากอาจติดต่อไปส่วนอื่นของร่างกายได้จากการเกา หรือติดต่อจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งคนหนึ่งได้ด้วยการสัมผัสกันโดยตรงหรือติดต่อกันจากการใช้ของใช้ร่วมกันกับคนที่เป็นโรค เช่น เครื่องนุ่งห่ม ผ้าขนหนู ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น จึงควรดูแลรักษาความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณอับชื้น ไม่ใส่เสื้อ-กางเกงคับ ไม่ใส่รองเท้าคับ และเปลี่ยนถุงเท้าอยู่เสมอ

กลากที่เล็บ เชื้อมักเข้าที่ปลายเล็บหรือด้านข้างของเล็บก่อน เล็บจะด้านกลายเป็นสีขาวขุ่นหรือเหลืองหรือน้ำตาล มีลักษณะขรุขระ เปื่อยยุ่ย และตัวเล็บอาจแยกจากหนังใต้เล็บได้ มักเรื้อรังอาจไม่คันหรือเจ็บ การป้องกันจึงควรหมั่นล้างมือ-เท้า ตัดเล็บมือ-เท้าให้สั้น ไม่ควรใช้อุปกรณ์ตัดแต่งเล็บร่วมกับคนเป็นกลาก

กลากที่ศีรษะ พบมีผมร่วงเป็นหย่อม เส้นผมหักเป็นจุดดำๆ อาจมีปลอกเชื้อขาวๆ ที่โคนผม หนังศีรษะบริเวณที่ผมร่วงเป็นสะเก็ด มักพบบ่อยในเด็กๆ ที่คลุกคลีเล่นหัวกันในโรงเรียน เด็กที่โตขึ้นเป็นวัยรุ่นอาจจะหายเองได้ บางชนิดอาจมีตุ่มหนองรอบรูผม รวมทั้งหนวดเครา บางชนิดแต่พบได้น้อยที่อาจลุกลามกลายเป็นก้อนนูนมีน้ำเหลืองกรัง คนจึงติดต่อกันได้ง่ายจากการใช้หวี กรรไกรตัดผม มีดโกนหนวดร่วมกัน

กลากแบบไม่ค่อยอักเสบหรือเรื้อรัง มักเกิดจากเชื้อที่พบติดจากคนเป็นโรค จะรักษายาก และติดเชื้อซ้ำได้ง่าย ส่วนกลากที่มีการอักเสบมากๆ คนเราโดยเฉพาะเด็กๆ มักติดเชื้อจากการคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรค แบบนี้มักรักษาได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ดีหมาแมวที่เลี้ยงไว้ควรอาบน้ำให้สม่ำเสมอ หรือหากพบขนร่วงเป็นหย่อมๆ ให้รีบรักษา

เมื่อพบรอยโรคที่สงสัยเป็นกลากควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง หากแพทย์ขูดขุยผิวหนังจากขอบรอยโรคหรือตัดเล็บหรือผมหรือหนวดที่เป็นกลากมาผสมกับหยดน้ำยาโปแตสเซี่ยมฮัยดรอกไซด์บนแผ่นแก้วใส ตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ที่ขยายให้เห็นเชื้อมีขนาดใหญ่ขึ้น 400 เท่า จะพบเส้นสายของเชื้อกลากเป็นแบบมีผนังกั้น หรืออาจพบสายราที่มีผนังกั้นถี่เห็นเป็นเม็ดเล็กๆ ผนังหนาต่อกันเป็นสายหรือหักหลุด ปะปนอยู่กับเศษผิวหนัง

เชื้อเกลื้อน หรือ รามาลาสซีเซีย

เชื้อเกลื้อน มีลักษณะรูปร่างกลม หรือรี หรือรูปคล้ายขวด อยู่เดี่ยวๆ มีการแตกหน่อเล็กๆ แล้วหลุดออกไปงอกใหม่ เป็นราที่ต้องใช้ไขมันในการเติบโตจึงพบเชื้อชอบอยู่บนผิวหนังและรูขนของคนปกติทั้งเด็กและผู้ใหญ่โดยเฉพาะคนวัยเจริญพันธุ์ พบเชื้อบ่อยในบริเวณหน้าอก หลัง คอ ใบหน้า แขน ขา โดยเชื้อไม่ทำให้เกิดโรค แต่หากมีภาวะบางอย่างทำให้เชื้อเติบโตจนมีจำนวนมากจะงอกเป็นสายราสั้นๆ บุกรุกผิวหนังทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคลแยกตัวออกมาเป็นขุยละเอียด หรือผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นจุดเล็กๆ ขยายออกไปจนเห็นเป็นวงด่าง เรียกว่า “ เกลื้อน” อาจเกิดเป็นวงด่างขาว หรือชมพู หรือน้ำตาลเทาก็ได้ ไม่อักเสบและมักจะไม่คัน แต่ทำให้ผิวไม่สวยงาม เมื่อตากแดดจะเห็นรอยด่างเด่นชัดขึ้น นอกจากนี้อาจพบรอยโรคเป็นตุ่มเล็กๆ รอบรูขนก็ได้ พบมากในประเทศที่มีอากาศร้อน ปัจจัยที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าอาจมีเหงื่อมาก ผิวมันมาก การเป็นโรคบางชนิดที่ทำให้ผิวหนังชั้นขี้ไคลลอกหลุดช้า การมีครรภ์ พันธุกรรม หรืออื่นๆ ปัจจุบันไม่ค่อยพบเกลื้อนมากนักเนื่องจากคนรักษาสุขอนามัยส่วนตัวดีขึ้น

หากแพทย์ขูดเอาขุยผิวหนังจากรอยด่างโรคเกลื้อนมาผสมกับน้ำยาโปแตสเซียมฮัยดรอกไซด์ ตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบเชื้อเกลื้อนรูปร่างกลมหรือรีและมีสายราท่อนสั้นๆ ปะปนกันอยู่กับเศษผิวหนัง

ราแคนดิด้า

ราแคนดิด้า พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ ดิน น้ำ ผัก ผลไม้ รวมทั้งอยู่ในร่างกายคน เช่น ผิวหนัง ช่องปาก ทางเดินอาหาร ช่องคลอด เป็นต้น เป็นราที่มีรูปร่างกลมหรือรี อยู่เดี่ยวๆ มีการแตกหน่อ แต่บางภาวะงอกเส้นสายรายาวได้ด้วย ปกติเชื้อไม่ทำให้เกิดโรค ยกเว้นตัวเรามีภาวะบางอย่างที่เอื้อต่อเชื้อที่อยู่ในตัวเราเองทำให้มันเติบโตได้มากและงอกสายราลงไปในเนื้อเยื่อของเรา

ในเด็กทารกและคนชรา รวมทั้งผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ที่ได้รับยาสเตอรอยด์ หรือเป็นโรคเรื้อรังอื่นๆ เป็นคนที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดีเท่าคนปกติ เชื้อนี้จึงทำให้เกิดฝ้าขาวในปาก เป็นแผ่นขาวอ่อนยุ่ยและขูดออกง่ายที่กระพุ้งแก้ม ลิ้น เหงือก เพดานปาก โดยเด็กทารกอาจได้รับเชื้อนี้จากช่องคลอดหรือหัวนมของแม่

โรคที่เยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ในผู้หญิงพบบ่อยว่าทำให้เกิดตกขาวเป็นเมือกข้น กลิ่นเหม็นเปรี้ยว ภายในเป็นฝ้าขาว เปื่อยยุ่ย เป็นแผลตื้นๆ ขนาดเล็ก มีอาการคันรุนแรง ถ้าเป็นมากเมือกไหลไปถึงทวารหนักและขาหนีบ ในผู้ชายเกิดที่ด้านบนของปลายองคชาติ เริ่มเป็นจุดแดงกระจายไปทั่ว แตกออกเป็นฝ้ายุ่ยขาว เมื่อหลุดหมดผิวเนื้อมีสีแดงสด แสบและคัน

โรคที่ผิวหนัง มักพบบริเวณรอยพับ ที่อับชื้น เช่น ซอกรักแร้ ราวนม ขาหนีบ หรือตามรอยกดจากขอบเสื้อผ้าคับๆ ง่ามก้น เกิดเป็นตุ่มอักเสบแดงเล็กๆ เป็นผื่นแดง แตกแล้วเป็นแผลตื้นๆ จนมีแผ่นเนื้อตาย รอบๆ แผลเก่าจะเกิดเป็นตุ่มเล็กๆ กระจายออกไป มีอาการคันและแสบ เมื่อเป็นนานๆ แผ่นขาวหลุดออกเนื้อจะมีสีคล้ำและหนามีรอยปริแตก ในเด็กอ่อนมีรอยโรค ที่ก้น อาจกระจายไปที่อื่นๆ ด้วย

ถ้าเป็นที่เล็บ เนื้อที่ฐานเล็บจะเกิดการอักเสบด้วย มีอาการบวมแดงและกดเจ็บ เล็บจะหนาแข็ง ขรุขระและมีสีน้ำตาล พบได้ในคนที่มือ เท้า เปียกน้ำ อยู่ บ่อยๆ เช่น แม่ครัว แม่บ้าน

ในผู้ป่วยที่มีภูมิกันต่ำ นอกจากเกิดโรคที่ผิวชั้นนอกของร่างกายแล้ว ราแคนดิด้ายังอาจทำให้เกิดโรคลุกลามไปในอวัยวะภายในได้

เมื่อพบรอยโรคที่สงสัยควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง หากขูดหรือป้ายเชื้อจากบริเวณที่เป็นโรคมาย้อมสี ตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบเชื้อรูปร่างกลมและสายราเป็นปล้องหรือเส้นยาวปะปนอยู่กับเศษผิวหนังหรือเยื่อบุผิว

 

สรุป

ราทำให้เกิดรอยโรคที่ผิวชั้นนอกของร่างกายคน มีทั้งราที่อยู่กับคนปกติอยู่เดิม ราที่อยู่กับคนหรือสัตว์ที่เป็นโรคและราที่อยู่ในดิน พบรอยโรคได้ที่ผิวหนังรวมถึงเยื่อบุช่องปากหรืออวัยวะเพศ ผม ขน และเล็บ อาการของโรคมีทั้งแบบที่ไม่มีการอักเสบ เป็นเพียงเกี่ยวข้องกับความสวยงาม หรือแบบที่มีการอักเสบ ทำให้ไม่สวยงามแล้วยังมีอาการคันและก่อความรำคาญ โดยมากมักไม่ใส่ใจรักษาและอาจเกิดเป็นแบบเรื้อรัง รักษาหายยาก และกลับเป็นซ้ำได้ง่าย ในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำหรือเป็นโรคอื่นมาก่อนโรคอาจลุกลามหรือไปที่อวัยวะอื่นได้